Language : TH  l   EN
 
 
     
 
 

 โรคตับแข็ง

ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมสภาพร่างกายให้อยู่ดีมีสุข โดยทำหน้าที่หลายอย่าง ตัวอย่าง เช่น ขจัดสารพิษออกจากเลือดสร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาต่อสู้โรคติดเชื้อ ตลอดจนกำจัดเชื้อโรคต่างๆออกจากเลือด นอกจากนั้นตับยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว ตลอดจนสร้างน้ำดี ซึ่งมีหน้าที่ช่วยการดูดซึมไขมันและไวตามินชนิดละลายในน้ำมัน

  ตับแข็งเป็นสภาวะตับที่เกิดแผลเป็นขึ้นหลังจากมีการอักเสบหรือภยันตรายต่อเนื้อตับ เมื่อเนื้อตับที่ดีถูกทำลายลงจากการอักเสบหรือสาเหตุอื่นๆ เนื้อตับที่เหลือจะล้อมรอบและทดแทนด้วยเนื้อเยื่อประเภทพังผืด เป็นผลให้เลือดที่ไหลผ่านตับถูกอุดกั้น ไหลไม่สะดวก และการทำงานของตับลดลงเนื่องจากเนื้อตับดีที่เหลืออยู่ลดน้อยลง เคยมีผู้ประเมินไว้ว่าโรคตับแข็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลก 25,000 คน ทุกปี จัดได้ว่า เป็นสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคเป็นอันดับที่ 8 นอกจากนี้โรคตับแข็งยังเป็นสาเหตุของการสูญเสียทางเศรษฐกิจเนื่องจากผู้ป่วยขาดงานรวมทั้งค่าใช้จ่ายรักษาใน โรงพยาบาล และยังก่อให้เกิดทุกขเวทนาในผู้ป่วยที่เป็น เช่น ภาวะท้องมานน้ำ เป็นต้น

  สาเหตุของโรคตับแข็ง มีสาเหตุมากมายที่จะทำให้เกิดโรคตับแข็ง โดยสาเหตุนั้นๆ จะต้องทำให้ตับมีการอักเสบเรื้อรังนานๆเป็นปี จนทำให้เนื้อตับตายลง เกิดแผลเป็น มีเนื้อเยื่อพังผืดแข็งแทรกในตับ สาเหตุที่สำคัญที่พบในประเทศไทย คือ การดื่มสุราเรื้อรัง และการติดเชื้อสาเหตุที่ ไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซีเรื้อรัง รวมทั้งยาและยาสมุนไพรบางประเภท

1) สุรา เมื่อกล่าวถึง โรคตับแข็ง คนทั่วไปก็มักจะนึกถึงสาเหตุจากการติดสุราเรื้อรัง ที่จริงแล้วแอลกอฮอล์เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคตับแข็ง โรคตับแข็งที่เกิดจากสุรามักเกิดขึ้นหลังดื่มสุราปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลาสิบๆปี ปริมาณของสุราที่ดื่มทำให้เกิดโรคตับแข็ง โรคตับแข็งแปรผันไปตามแต่ละบุคคลและเพศ สตรีมักเกิดโรคตับแข็งได้น้อยกว่าบุรุษในปริมาณสุราที่ดื่มเท่าๆกัน แอลกอฮล์ในสุราจะทำให้เกิดความ ผิดปกติของการใช้โปรตีน, ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบจากสุราขึ้น และเมื่อเป็นนานๆ ก็จะเกิดภาวะตับแข็งมีผู้ประเมินไว้ว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากกว่า 160 กรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 5-10 ปี เกิดภาวะโรคตับแข็งได้ง่ายหรือเปรียบเทียบได้เท่ากับการดื่มสุราวิสกี้ 480 ซีซี ต่อวัน หรือไวน์ 1,600 ซีซีต่อวัน หรือเบียร์ 4,000 ซีซีต่อวัน

2) ไวรัสตับอักเสบ มีไวรัส 3 ตัวที่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบี ซี และ ดี ในประเทศไทยพบมากเฉพาะไวรัสบี และซี เท่านั้น ไวรัสตับอักเสบบี จัดเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับอักเสบเรื้อรัง และเป็นต้นเหตุของตับแข็ง ไวรัสตับอักเสบซีเป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งที่สำคัญในประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ส่วนไวรัสตับอักเสบ ดี จะเกิดเฉพาะในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อยู่ก่อนแล้วเท่านั้น (เพราะต้องอาศัยไวรัสบี ในการแบ่งตัวเติบโตของไวรัสดีเอง) พบมากในประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น อิตาลี

3) ยาและสารพิษ และพยาธิบางชนิด ยาบางชนิดต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรังกลายเป็นตับแข็งได้ ยาประเภทสมุนไพรบางชนิด เช่น ยาเม็ดใบขี้เหล็ก ซึ่งนิยมใช้เป็นยานอนหลับ ถ้ากินขนาดสูงติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรังได้ สารพิษบางประเภท เช่น สารหนู (arsenic) ก็ก่อให้เกิดพังผืดในตับได้ รวมทั้งพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิ Schistosome ซึ่งอาศัยในเส้นเลือดก็กระตุ้นให้เกิดตับแข็งได้

4) ภาวะดีซ่านเรื้อรังเนื่องจากท่อน้ำดีอุดตัน ปกติแล้วน้ำดีถูกสร้างขึ้นที่ตับ และไหลลงมาสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น โดยมาตามท่อน้ำดี ถ้ามีการอุดกั้นการไหลของน้ำดีบริเวณท่อน้ำดีจากสาเหตุใดๆก็ตาม เช่น จากนิ่วน้ำดีอุดท่อน้ำดี หรือมีเนื้องอกอุดหรือเบียดท่อน้ำดี จนตีบตันเป็นเวลานาน น้ำดีที่ไหลย้อนกลับไปที่ตับก็สามารถทำลายเนื้อตับจนเป็นตับแข็งได้

5) ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง ทำให้มีเลือดคั่งที่ตับ เลือดไหลเวียนในตับลดลง เนื้อตับเกิดภาวะขาดออกซิเจนตายลง

6) โรคกรรมพันธุ์บางชนิด เช่น โรควิลสันมีการสะสมของทองแดงมากในตับ ทำให้เนื้อตับอักเสบ และตายเกิดตับแข็งโรคอื่นๆ เช่น hemochromatosis มีการสะสมของเหล็กมากในตับ glycogen storage disease มีความบกพร่องของการใช้คาร์โบไฮเดรตบางประเภท

7) โรคตับอักเสบจากภูมิต่อต้านตนเอง (autoimmune hepatitis) เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันหันมาทำลายตับตนเอง พบได้มากในชาวยุโรป แต่ประเทศไทยพบน้อย

8) โรคตับอักเสบจากไขมัน (nonalcoholic steathepatitis) เป็นโรคที่เพิ่งพบกันเร็วๆนี้ว่า ภาวะที่มีไขมันสะสมที่ตับเป็นจำนวนมากอาจจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังจนตับกลายเป็นตับแข็งได้ ภาวะตับมีไขมันมากนี้อาจพบร่วมกับโรคบางโรคได้ เช่น เบาหวาน ทุโภชนาการ (ขาดอาหาร), อ้วนกว่าปกติ, และการใช้ยาบางชนิด เช่น steroid เป็นเวลานานๆ

อาการของโรคตับแข็ง
ผู้ป่วยโรคตับแข็งในระยะแรกเริ่มเป็น มักไม่มีอาการผิดปกติ มักตรวจพบโดยบังเอิญ เช่น ระหว่างการตรวจสุขภาพประจำปี หรือจากสาเหตุร่วมอื่นๆ เช่น การผ่าตัดอุบัติเหตุที่ช่องท้อง และแพทย์พบว่า เป็นโรคตับแข็ง โดยที่ไม่ได้ตั้งใจหาโรคนี้ เมื่อโรคตับแข็งเป็นมากจนเนื้อตับที่เหลือดีอยู่ทำหน้าที่ไม่ได้เพียงพอเนื่องจากถูกแทนที่โดยเนื้อเยื่อพังผืด ก็จะเกิดอาการตับวายปรากฎขึ้น อาการในระยะแรกมักไม่จำเพาะ เช่น อาการอ่อนเพลีย หมดแรง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักตัวลด เป็นต้น ถ้าตับแข็งเป็นมากขึ้น รุนแรงขึ้น ก็จะเกิดโรคแทรกซ้อนข้างเคียงขึ้น

โรคแทรกซ้อนข้างเคียงของโรคตับแข็ง ที่พบบ่อยและรู้จักกันดี คือ
1. ดีซ่าน ผิวหนังและตาขาวของผู้ป่วยจะมีสีเหลือง เนื่องจากตับไม่สามารถขับสีน้ำดี (bilirubin) ออกจากร่างกายทางน้ำดีได้ดีพอ
2. อาการคัน มักพบในรายที่มีดีซ่าน เนื่องจากสารในน้ำดีที่คั่งไปกระตุ้นปลายประสาท (ที่รับความรู้สึกชนิดคัน) ที่ผิวหนัง
3. อาการท้องมานน้ำและบวมขา เป็นผลจากตับสูญเสียความสามารถในการสร้างโปรตีนชนิดอัลบูมิน โปรตีนไข่ขาว ที่เรียกว่า อัลบูมิน มีหน้าที่อุ้มน้ำและเกลือไว้ในหลอดเลือด ดังนั้นเมื่อมีระดับต่ำลงก็จะเกิดภาวะขาบวมและท้องมานน้ำ เนื่องจากมีน้ำและเกลือรั่วออกจากเส้นเลือดไปสะสมใต้ผิวหนังและในช่องท้อง
4. พรายย้ำช้ำเขียวตามผิวหนัง เกิดจากการที่ตับสร้างโปรตีนที่จำเป็นสำหรับการแข็งตัวของเลือดลดลง ทำให้เลือดหยุดยาก แข็งตัวยาก จึงเกิดเลือดออกจากใต้ผิวหนังได้ง่าย
5. อาการซึมจากสารพิษคั่ง ในรายที่ตับเสียหน้าที่ไปมาก ไม่สามารถจะขจัดสารพิษออกจากโลหิตตามปกติได้ ก็จะเกิดสารพิษคั่งค้างในเลือดและในสมอง ทำให้ผู้ป่วยซึมลง ความทรงจำเสื่อม ขาดสมาธิ และอาจเป็นมากจนไม่รู้สึกตัว (coma) จนถึงแก่กรรมได้
6. ภาวะความดันสูงในระบบหลอดเลือดดำตองตับ ทางการแพทย์นิยมเรียกกันว่า portal hypertension คำว่า portal เป็นชื่อเรียกระบบหลอดเลือดดำที่เข้าสู่ตับไปสู่หัวใจ ส่วน hypertension หมายถึง ความดันโลหิตสูง ปกติแล้วเลือดจากลำไส้และม้ามจะไหลเข้าสู่ตับโดยผ่านทางเส้นเลือดดำ ที่เรียกว่า portal vein สภาวะตับแข็งที่มีพังผืดเบียดหลอดเลือดภายในตับ เลือดไหลไม่สะดวกเกิดภาวะความดันสูงในระบบหลอดเลือดดำของตับ ซึ่งเป็นผลให้หลอดเลือดดำบริเวณหลอดอาหารและกระเพาะอาหารขยายตัววออกจนกลายเป็นหลอดเลือดดำขอด ที่เรียกว่า vaix หลอดเลือดดำที่ขอดเหล่านี้ มีผนังบางและแตกรั่วง่ายในกรณีที่ความดันภายในหลอดเลือดสูงมากเกิดภาวะตกเลือดในหลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระดำเหลว และ/หรือ อาเจียนเป็นเลือด เลือดอาจออกมากจนถึงแก่อันตรายต่อชีวิตได้
7. โรคติดเชื้อ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีโอกาสติดเชื้อและเป็นโรคง่ายกว่าคนปกติ เพราะภูมิคุ้มกันต่ำ (โปรตีนที่เป็นองค์ประกอบของภูมิคุ้มกันบางประเภท สร้างที่ตับ) ตำแหน่งทีพบการติดเชื้อบ่อย คือ ภายในช่องท้องที่มีมานน้ำอยู่ , ผิวหนัง, ทางเดินปัสสาวะ
8. ภาวะไวต่อการเกิดพิษจากยา เนื่องจากตับทำหน้าที่กรองยาออกจากเลือดน้อยลง ทำให้ยามีฤทธิ์อยู่นานขึ้น และอาจสะสมในร่างกายจนถึงระดับที่เป็นพิษได้

การวินิจฉัยโรคตับแข็ง
แพทย์มักวินิจฉัยโรคตับแข็ง โดยอาศัยอาการของผู้ป่วย, การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ และประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วย ว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็งหรือไม่ การตรวจร่างกายโดยแพทย์อาจช่วยสนับสนุนว่าเป็นโรคตับแข็ง ในบางกรณีแพทย์อาจส่งการตรวจทางรังสี เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงที่เรียกว่า อัลตราซาวน์ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมสนับสนุนการวินิจฉัย แพทย์อาจเลือกใช้วิธีการตรวจที่ใช้กล้องเล็กๆสอดเข้าไปในช่องท้อง เพื่อตรวจดูตับ ซึ่งเรียกวิธีตรวจนี้ว่า laparoscopy การใช้เข็มเล็กๆ แต่ยาวเจาะตับ เรียกว่า liver biopsy จะได้ชิ้นเนื้อตับเล็กๆออกมาส่งพยาธิแพทย์ตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ ยืนยันว่า ตับแข็งจริงหรือไม่ แม้ว่าเนื้อตับที่ถูกทำลายไปโดยโรคตับแข็งไม่สามารถจะแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติดังเดิมได้ แต่การรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดจะหยุดหรือทำให้การลุกลามของโรคช้าลงได้บ้าง และเกิดโรคแทรกซ้อนจากตับแข็งน้อยลง มีหลายสาเหตุที่มีการรักษาจำเพาะ เช่น ตับแข็งจากแอลกอฮอล์ การรักษาคือการหยุดดื่มสุรา การใช้ยาอินเตอร์เฟียรอน(Interferon) รักษาไวรัสตับอักเสบ และยา Steroid ในการรักษาโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกัน การใช้ยาขจัดทองแดงส่วนเกินออกจากร่างกายในโรควิลสัน นอกจากการรักษาตามสาเหตุแล้ว การรักษาสุขภาพที่ดี และการกินอาหารที่ครบส่วนมีประโยชน์จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงดี นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ซึ่งจะทำให้ตับเสียหายมากขึ้น ในผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อนจำเป็นต้องให้การรักษาโรคแทรกซ้อนด้วย เช่น ภาวะท้องมานน้ำ และบวม ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการจำกัดปริมาณเกลือในอาหาร และอาจได้ยาขับปัสสาวะขับน้ำและเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายในรายที่มีอาการทางสมองจากตับวาย ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการจำกัดโปรตีนและยาระบาย เพื่อช่วยลดปริมาณสารพิษที่เกิดในลำไส้ ผู้ป่วยที่มีเลือดออกจากเส้นเลือดดำขอดที่หลอดอาหาร แพทย์จะทำการห้ามเลือดโดยใช้ห่วงยางไปรัดเส้นเลือดดำขอด และแก้ไขภาวะเลือดออก แข็งตัวยาก และอาจให้ยาลดความดันโลหิตในระบบหลอดเลือดดำปอร์ตัล เช่น ยาปิดกั้นมีต้า (beta -blacker)

  ถ้าตับเสียมากจนทำหน้าที่ไม่ได้หรือมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นจนคุมไม่ได้จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนตับ ในปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนตับได้ผลดีสำเร็จถึง 80-90% แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องกินยากดภูมิคุ้มกัน เช่น cyclosporine และ tacrolimus ป้องกันร่างกายปฏิเสธตับที่เปลี่ยนมาใหม่

อาการของโรคตับแข็ง
ผู้ป่วยโรคตับแข็งในระยะแรกเริ่มเป็น มักไม่มีอาการผิดปกติ มักตรวจพบโดยบังเอิญ เช่น ระหว่างการตรวจสุขภาพประจำปี หรือจากสาเหตุร่วมอื่นๆ เช่น การผ่าตัดอุบัติเหตุที่ช่องท้อง และแพทย์พบว่า เป็นโรคตับแข็ง โดยที่ไม่ได้ตั้งใจหาโรคนี้ เมื่อโรคตับแข็งเป็นมากจนเนื้อตับที่เหลือดีอยู่ทำหน้าที่ไม่ได้เพียงพอเนื่องจากถูกแทนที่โดยเนื้อเยื่อพังผืด ก็จะเกิดอาการตับวายปรากฎขึ้น อาการในระยะแรกมักไม่จำเพาะ เช่น อาการอ่อนเพลีย หมดแรง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักตัวลด เป็นต้น ถ้าตับแข็งเป็นมากขึ้น รุนแรงขึ้น ก็จะเกิดโรคแทรกซ้อนข้างเคียงขึ้น

โรคแทรกซ้อนข้างเคียงของโรคตับแข็ง ที่พบบ่อยและรู้จักกันดี คือ
9. ดีซ่าน ผิวหนังและตาขาวของผู้ป่วยจะมีสีเหลือง เนื่องจากตับไม่สามารถขับสีน้ำดี (bilirubin) ออกจากร่างกายทางน้ำดีได้ดีพอ
10. อาการคัน มักพบในรายที่มีดีซ่าน เนื่องจากสารในน้ำดีที่คั่งไปกระตุ้นปลายประสาท (ที่รับความรู้สึกชนิดคัน) ที่ผิวหนัง
11. อาการท้องมานน้ำและบวมขา เป็นผลจากตับสูญเสียความสามารถในการสร้างโปรตีนชนิดอัลบูมิน โปรตีนไข่ขาว ที่เรียกว่า อัลบูมิน มีหน้าที่อุ้มน้ำและเกลือไว้ในหลอดเลือด ดังนั้นเมื่อมีระดับต่ำลงก็จะเกิดภาวะขาบวมและท้องมานน้ำ เนื่องจากมีน้ำและเกลือรั่วออกจากเส้นเลือดไปสะสมใต้ผิวหนังและในช่องท้อง
12. พรายย้ำช้ำเขียวตามผิวหนัง เกิดจากการที่ตับสร้างโปรตีนที่จำเป็นสำหรับการแข็งตัวของเลือดลดลง ทำให้เลือดหยุดยาก แข็งตัวยาก จึงเกิดเลือดออกจากใต้ผิวหนังได้ง่าย
13. อาการซึมจากสารพิษคั่ง ในรายที่ตับเสียหน้าที่ไปมาก ไม่สามารถจะขจัดสารพิษออกจากโลหิตตามปกติได้ ก็จะเกิดสารพิษคั่งค้างในเลือดและในสมอง ทำให้ผู้ป่วยซึมลง ความทรงจำเสื่อม ขาดสมาธิ และอาจเป็นมากจนไม่รู้สึกตัว (coma) จนถึงแก่กรรมได้
14. ภาวะความดันสูงในระบบหลอดเลือดดำตองตับ ทางการแพทย์นิยมเรียกกันว่า portal hypertension คำว่า portal เป็นชื่อเรียกระบบหลอดเลือดดำที่เข้าสู่ตับไปสู่หัวใจ ส่วน hypertension หมายถึง ความดันโลหิตสูง ปกติแล้วเลือดจากลำไส้และม้ามจะไหลเข้าสู่ตับโดยผ่านทางเส้นเลือดดำ ที่เรียกว่า portal vein สภาวะตับแข็งที่มีพังผืดเบียดหลอดเลือดภายในตับ เลือดไหลไม่สะดวกเกิดภาวะความดันสูงในระบบหลอดเลือดดำของตับ ซึ่งเป็นผลให้หลอดเลือดดำบริเวณหลอดอาหารและกระเพาะอาหารขยายตัววออกจนกลายเป็นหลอดเลือดดำขอด ที่เรียกว่า vaix หลอดเลือดดำที่ขอดเหล่านี้ มีผนังบางและแตกรั่วง่ายในกรณีที่ความดันภายในหลอดเลือดสูงมากเกิดภาวะตกเลือดในหลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระดำเหลว และ/หรือ อาเจียนเป็นเลือด เลือดอาจออกมากจนถึงแก่อันตรายต่อชีวิตได้
15. โรคติดเชื้อ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีโอกาสติดเชื้อและเป็นโรคง่ายกว่าคนปกติ เพราะภูมิคุ้มกันต่ำ (โปรตีนที่เป็นองค์ประกอบของภูมิคุ้มกันบางประเภท สร้างที่ตับ) ตำแหน่งทีพบการติดเชื้อบ่อย คือ ภายในช่องท้องที่มีมานน้ำอยู่ , ผิวหนัง, ทางเดินปัสสาวะ
16. ภาวะไวต่อการเกิดพิษจากยา เนื่องจากตับทำหน้าที่กรองยาออกจากเลือดน้อยลง ทำให้ยามีฤทธิ์อยู่นานขึ้น และอาจสะสมในร่างกายจนถึงระดับที่เป็นพิษได้

การวินิจฉัยโรคตับแข็ง
แพทย์มักวินิจฉัยโรคตับแข็ง โดยอาศัยอาการของผู้ป่วย, การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ และประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วย ว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็งหรือไม่ การตรวจร่างกายโดยแพทย์อาจช่วยสนับสนุนว่าเป็นโรคตับแข็ง ในบางกรณีแพทย์อาจส่งการตรวจทางรังสี เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงที่เรียกว่า อัลตราซาวน์ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมสนับสนุนการวินิจฉัย แพทย์อาจเลือกใช้วิธีการตรวจที่ใช้กล้องเล็กๆสอดเข้าไปในช่องท้อง เพื่อตรวจดูตับ ซึ่งเรียกวิธีตรวจนี้ว่า laparoscopy การใช้เข็มเล็กๆ แต่ยาวเจาะตับ เรียกว่า liver biopsy จะได้ชิ้นเนื้อตับเล็กๆออกมาส่งพยาธิแพทย์ตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ ยืนยันว่า ตับแข็งจริงหรือไม่ แม้ว่าเนื้อตับที่ถูกทำลายไปโดยโรคตับแข็งไม่สามารถจะแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติดังเดิมได้ แต่การรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดจะหยุดหรือทำให้การลุกลามของโรคช้าลงได้บ้าง และเกิดโรคแทรกซ้อนจากตับแข็งน้อยลง มีหลายสาเหตุที่มีการรักษาจำเพาะ เช่น ตับแข็งจากแอลกอฮอล์ การรักษาคือการหยุดดื่มสุรา การใช้ยาอินเตอร์เฟียรอน(Inteferon) รักษาไวรัสตับอักเสบ และยา Steroid ในการรักษาโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกัน การใช้ยาขจัดทองแดงส่วนเกินออกจากร่างกายใน โรควิลสัน นอกจากการรักษาตามสาเหตุแล้ว การรักษาสุขภาพที่ดี และการกินอาหารที่ครบส่วนมีประโยชน์จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงดี นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ซึ่งจะทำให้ตับเสียหายมากขึ้น

  ในผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อนจำเป็นต้องให้การรักษาโรคแทรกซ้อนด้วย เช่น ภาวะท้องมาน
น้ำและบวม ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการจำกัดปริมาณเกลือในอาหาร และอาจได้ยาขับปัสสาวะขับน้ำและเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายในรายที่มีอาการทางสมองจากตับวาย ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการจำกัดโปรตีนและยาระบาย เพื่อช่วยลดปริมาณสารพิษที่เกิดในลำไส้ ผู้ป่วยที่มีเลือดออกจากเส้นเลือดดำขอดที่หลอดอาหาร แพทย์จะทำการห้ามเลือดโดยใช้ห่วงยางไปรัดเส้นเลือดดำขอด และ แก้ไขภาวะเลือดออก แข็งตัวยาก และอาจให้ยาลดความดันโลหิตในระบบหลอดเลือดดำปอร์ตัล เช่น ยาปิดกั้นมีต้า (beta -blacker)

  ถ้าตับเสียมากจนทำหน้าที่ไม่ได้หรือมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นจนคุมไม่ได้จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนตับ ในปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนตับได้ผลดีสำเร็จถึง 80-90% แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องกินยากดภูมิคุ้มกัน เช่น cyclosporine และ tacrolimus ป้องกันร่างกายปฏิเสธตับที่เปลี่ยนมาใหม่

การดูแลปฏิบัติตนสำหรับผู้ป่วยตับแข็ง
  เนื่องจากโรคตับแข็งเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลรักษาต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือทั้งจากทางแพทย์ที่ดูแลรักษา และตัวผู้ป่วยเอง ดังนั้นในฉบับนี้จะเน้นถึงการปฏิบัติตนของผู้ป่วยเพื่อช่วยในการดูแลรักษาภาวะตับแข็งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  ผู้ป่วยตับแข็งมักจะมีปัญหาเรื่องการรับประทานอาหาร และมักจะมีภาวะขาดสารอาหารต่างๆ ร่วมด้วย ซึ่งการขาดสารอาหารนี้จะยิ่งทำให้ภาวะตับแข็งของผู้ป่วยแย่ลง โดยทั่วไปถ้าผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งที่ยังไม่มีภาวะตับวาย การรับประทานอาหารก็มักจะไม่ต่างจากคนปกติ แต่ในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของตับบกพร่องแล้ว หรือมีภาวะตับวายเรื้อรังจะมีปัญหาการรับประทานอาหาร ผู้ป่วยเหล่านี้มักจะมีโปรตีนในเลือดต่ำ และมีน้ำในช่องท้อง ซึ่งผู้ป่วยต้องการอาหารโปรตีนประมาณ 1.5 ถึง 2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน แต่ในผู้ป่วยบางรายจะไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีโปรตีนได้สูงถึงขนาดที่ต้องการได้ เนื่องจากผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยลง และที่สำคัญผู้ป่วยตับแข็งอาจจะมีภาวะอาการทางสมอง ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเข้าไปจะทำให้เกิดอาการทางสมองมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทนรับประทานอาหารโปรตีนได้เพียงพอ โดยทั่วไปแล้วมักจะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีโปรตีนประมาณ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และเน้นทำให้ทานอาหารจากพืช เช่น นมถั่วเหลือง เต้าหู้ ไข่ขาวเสริม นอกเหนือจากโปรตีนจากสัตว์ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องโปรตีนในเลือดต่ำ และไม่สามารถที่จะรับประทานอาหารโปรตีนได้เพียงพอมักจะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารเสริมพิเศษสำหรับโรคตับเพิ่ม เพราะจะทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารโปรตีนอย่างเพียงพอ สารอาหารพิเศษนี้จะเป็นสารอาหารที่มีสัดส่วนของโปรตีนชนิดกิ่งมากกว่าอาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติ สารอาหารพิเศษดังกล่าวเป็นสารสังเคราะห์ขึ้นเพื่อให้มีสัดส่วนของโปรตีนกิ่งมากเป็นพิเศษ จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยสามารถจะรับประทานโปรตีนชนิดนี้ได้ถึงระดับที่ร่างกายต้องการโดยที่ไม่เกิดอาการทางสมอง แต่ปัญหาที่สำคัญของอาหารเสริมนี้ก็คือ รสชาติที่ไม่อร่อยและมีราคาค่อนข้างแพง สิ่งสำคัญต่อไปคือมีการศึกษาพบว่าในผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งมากแล้ว การที่ไม่ได้รับประทานอาหารเพียง 1 คือ อาจจะเท่ากับคนปกติที่ไม่ได้รับประทานอาหารนานถึง 3 วัน ดังนั้นมักจะแนะนำผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งให้ทานอาหารที่มีจำนวนมื้อมากกว่าคนปกติ โดยทั่วไปแล้วจะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหาร 4 มื้อ คือ มื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็น และมื้อค่ำ และแนะนำให้รับประทานอาหารว่างในช่วงสายและช่วงบ่าย ซึ่งก็มักจะเป็นการดี เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งที่มีน้ำในช่องท้องมักมีภาวะท้องอืดทำให้รับประทานอาหารครั้งละมากๆ ไม่ได้ จึงเป็นการดีที่จะรับประทานอาหารจำนวนต่อมื้อให้น้อยลงแต่บ่อยขึ้นเป็นวันละ 4-7 มื้อต่อวัน กล่าวโดยสรุป คือ ควรแนะนำผู้ป่วยตับแข็งที่มีการทำงานของตับไม่ปกติแล้วให้รับประทานอาหารอย่างน้อยประมาณ 4-7 มื้อต่อวัน พยายามทานอาหารที่มีโปรตีนจากสัตว์ไม่เกิน 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และเพิ่มโปรตีนที่ได้จากพืชและไข่ขาว ส่วนอาหารเสริมพิเศษแนะนำให้ปรึกษาาแพทย์ที่ดูแลก่อนว่ามีความจำเป็นหรือไม่ และควรรับประทานอย่างไร นอกจากนี้ผู้ป่วยตับแข็งมักมีภาวะขาดพวกวิตามินต่างๆ จึงแนะนำให้รับประทานวิตามันเสริมตามคำแนะนำของแพทย์ด้วย เพราะการรับประทานวิตามินบางชนิดที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจมีผลต่อตับได้ สำหรับผู้ป่วยตับแข็งที่มีภาวะบวมหรือมีน้ำในช่องท้องควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเค็ม นอกจากนี้ผู้ป่วยตับแข็งควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมากจนเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดที่อาจปนเปื้อนเชื้อราที่สร้าง สารอะฟาท๊อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งก่อให้เกิดมะเร็งมากยิ่งขึ้น อาหารพวกนี้ได้แก่ ถั่วลิสงตากแห้ง ข้าวโพดแห้งและพริกป่น

  ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับเรื้อรังหรือผู้ป่วยตับแข็งควรหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา หรือของมึนเมาที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์สามารถทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และภาวะตับแข็งได้ จึงควรหลีกเลี่ยงสารต่างๆ ที่มีแอลกอฮอล์อยู่

  นอกจากนี้ผู้ป่วยตับแข็งควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่ไม่จำเป็น รวมทั้งยาสมุนไพร ยาต้ม ยาลูกกลอน เพราะยาหลายชนิดจะถูกทำลายหรือผ่านที่ตับ และยังมียาหลายชนิดมากที่ทำให้ตับอักเสบได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาและสารเคมีที่ไม่จำเป็น ยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตตามอลยังเป็นยาที่มีความปลอดภัยในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง อย่างไรก็ตาามพบว่าผู้ป่วยที่มีตับอักเสบเรื้อรังหรือมีตับแข็งจะไวต่อการเกิดตับอักเสบจากยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตตามอลได้ง่ายกว่าคนปกติ จึงแนะนำให้รับประทานเพียงครั้งละ 1 เม็ดขนาด 500 มิลลิกรัม และรับประทานซ้ำได้ทุก 4 - 6 ชั่วโมง

  ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ เป็นไวรัสที่พบได้บ่อยในประเทศไทย โดยปกติแล้วไวรัสเอไม่ทำให้เกิดตับอักเสบที่รุนแรงและมักหายได้เอง อย่างไรก็ตามในผู้ป่ววยที่มีตับอักเสบเรื้อรังหรือมีภาวะตับแข็งพบว่า ไวรัสเออาจจะทำให้เกิดตับอักเสบที่รุนแรงจนเกิดตับวายได้ถึงร้อยละ 30   จึงแนะนำผู้ป่วยที่มีตับแข็งให้ตรวจเลือดดูว่ามีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเอหรือยัง ถ้ายังไม่มีแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอด้วย

  เนื่องจากมะเร็งตับเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญและเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนไทยและภาวะตับแข็งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดมะเร็งตับ จึงแนะนำผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งควรมีการเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะแนะนำให้มีการตรวจอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) ของตับและเจาะเลือดดูตัวบ่งชี้ (marker) ของมะเร็งตับทุก 6 เดือน

  ผู้ป่วยตับแข็งอาจจะมีปัญหาเรื่องเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร ดังนั้นในผู้ป่วยที่ตับแข็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ตับแข็งมากแล้ว แพทย์มักจะทำการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนบนเพื่อดูว่าผู้ป่วยมีภาวะเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหารและในกระเพาะอาหารหรือไม่ และถ้ามีขนาดที่ใหญ่ แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาปิดกั้นบีต้า (beta-blocker) เช่น propranolol เพื่อป้องกันการแตกของเส้นเลือดที่โป่งพองนั้น

  ท้ายสุดผู้ป่วยตับแข็งควรได้รับการติดตามดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องจากแพทย์และผู้ที่มีปัญหาใดๆ ในการปฏิบัติตัวสามารถสอบถามจากแพทย์ที่ดูและหรือติดต่อสอบถามมาทางชมรมโรคตับแห่งประเทศไทยได้








 
บริษัท บริสตอล-ไมเยอร์ส สควิบบ์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด
บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด
บริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด
kapook
บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ จำกัด
รพ.นครธน
บริท อาร์เอ็กซ์ จำกัด
 
view all >> 
   
 
 
Home   |   About us   |   Committee   |   Become a member     | Knowledge   | Webboard   |   What's news  | Journal   |   Link   |   Donation   |   Contact us
 
Copy Rights © 2008 Liver Foundation of Thailand, All Rights Reserved.Developed & Designed by Kapook.com